musam's profilei ampPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 10

    Pushing Daisies

    ซีรี่ส์เรื่องพูชชิ่งเดซี่ส์ เป็นซีรี่ส์เรื่องล่าสุดที่ทำให้รู้สึกน่าติดตามตั้งแต่ตอนแรก เรื่องราวเป็นไงมาไง ขอยกข้อมูลจากวิกิ มาเล่าแล้วกัน

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
    Pushing Daisies
    เป็นรายการโทรทัศน์อเมริกัน (TV.series) มีลักษณะเป็นละครดูสนุกๆ (Dramedy) แต่มีเนื้อเรื่องที่แปลก มีส่วนผสมระหว่างนิติเวชและนิทานก่อนนอน (Forensic Fairy tale)

    Pushing Daisies มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับคนทำขนมพาย (Pie-maker) ผู้สามารถชุบชีวิตคนตายให้กลับฟื้นคืน และกลับเป็นคนตายอีกครั้งได้ เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งเขานำพรสวรรค์นี้ มาใช้ในการคลี่คลายคดีฆาตกรรม สร้างโดยไบรอัน ฟุลเลอร์ (Bryan Fuller ผู้สร้างเรื่อง Dead Like Me) เริ่มออกอากาศในอเมริกา เมื่อเดือนตุลาคม ปี2550 และต่อมาในปี2551 ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลเอมมี (nominated for Emmy awards) ถึง 12 รางวัล และเริ่มออกอากาศในประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี2551 ทางทรูซีรีส์

    เนื้อเรื่อง
    Pushing Daisies เปิดเรื่องด้วยการบรรยาย (ให้เสียงโดย จิม เดล - Jim Dale) ถึงชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ เนด (Ned แสดงโดย Lee Pace) นักทำขนมพาย เจ้าของร้านชื่อพายโฮล ผู้มีพรสวรรค์ลึกลับที่มีผู้ทราบเพียงไม่กี่คน คือ เมื่อเขาสัมผัสสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว จะทำให้สิ่งนั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เรื่องเริ่มจากแนะนำชีวิตของเนด ในวัยเด็ก ซึ่งเขาแอบชอบเด็กผู้หญิงข้างบ้าน ชื่อเรียกสั้นๆว่า ชัค (Charlotte "Chuck" Charles รับบทเมื่อโตขึ้นโดย Anna Friel)

    เนดค่อยๆค้นพบพรสวรรค์ของเขา เริ่มจากสัมผัสตัวแล้วชุบชีวิตดิ๊กบี้ (Digby) สัตว์เลี้ยงของเขาเอง เป็นสุนัขพันธุ์โกลเดนรีทริฟเวอร์ (Golden Retriever) ที่ถูกรถชนตายให้กลับฟื้นขึ้นมา ต่อมาเนดพบว่า หากสิ่งมีชีวิตที่เขาสัมผัสจนกลับมีชีวิตขึ้นมา ถูกสัมผัสอีกครั้ง มันก็จะกลับกลายเป็นซากศพ ตายอีกครั้งอย่างถาวร (ชุบชีวิตขึ้นมาไม่ได้อีก) เขาจึงไม่สามารถสัมผัสเจ้าสัตว์เลี้ยงของเขาได้อีกเลย

    เมื่อแม่ของเขาเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน เนดจึงแตะตัวเพื่อชุบชีวิตแม่ของเขาขึ้นมา หนึ่งนาทีถัดมา พ่อของชัค (ที่อยู่ข้างบ้าน) ก็เสียชีวิตลง ต่อมาเนดจึงเรียนรู้ว่าหากสิ่งที่เขาชุบชีวิตขึ้นมาไม่ถูกเขาสัมผัส(ให้ตายอีกครั้ง) ภายใน 1 นาที จะมีสิ่งมีชีวิตอื่นในระแวกใกล้เคียง 1 ชีวิต ต้องตายลงอย่างกระทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ และที่แย่ยิ่งกว่านั้น แม่ของเนดก็เสียชีวิตลงอีกครั้งในเวลาต่อมา หลังจากได้จูบหน้าผากเนดก่อนนอน (good-night kiss) ดังนั้นเนดและชัคในวัยเด็กจึงต้องย้ายไปอยู่ห่างกัน เนดถูกพ่อพาไปอยู่โรงเรียนประจำ (ซึ่งเนดไม่ชอบสักเท่าไร) ส่วนชัคไปอยู่กับน้าฝาแฝด(Vivian & Lily ซึ่งต่อมามีปัญหาทางอารมณ์ หดหู่ ไม่เข้าสังคม)

    เนดโตขึ้นกลายเป็นนักทำขนมพาย (ผลไม้ที่เขาจับ ปรุงเป็นพาย จะสดน่ารับประทานมากเป็นพิเศษ) นักสืบเอกชนอีเมอร์สัน คอด (Emerson Cod แสดงโดย Chi McBride) ได้ทราบถึงความสามารถพิเศษของเนด และชวนเขาให้ร่วมงานคลี่คลายคดีฆาตกรรม เพียงแค่เนดสัมผัสศพให้ฟื้นขึ้นมา ภายใน 1 นาทีถามว่าฆาตกรเป็นใคร ได้รางวัลนำจับแล้วแบ่งเงินกัน ซึ่งก็ดูจะเป็นงานง่ายๆรายได้ดี จนกระทั่งวันนึง เนดต้องคลี่คลายคดีสาวสวยคนนึง ที่ถูกฆ่าระหว่างท่องเที่ยวทางเรือ และสาวสวยคนนั้นก็คือชัค เด็กผู้หญิงข้างบ้านซึ่งเขาเคยแอบชอบ

    เมื่อเนดชุบชีวิตชัคขึ้นมา เขาไม่อาจตัดใจสัมผัสชัคให้ตายลงอีกครั้ง (ผลก็คือ สัปเหร่อเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ) เนดพาชัคไปอยู่ด้วยกัน (แต่สัมผัสกันไม่ได้) หางานให้เธอทำในร้านพายโฮล และร่วมกันคลี่คลายคดีฆาตกรรมร่วมกับ นักสืบเอกชนอีเมอร์สัน (ซึ่งอีเมอร์สัน ไม่ชอบให้ชัคร่วมงานสักเท่าไร) โดยมีพนักงานในร้านพายโฮลอีกคน คือ โอลีฟ (Olive Snook รับบทโดย Kristin Chenoweth จากเรื่อง The West Wing) ผู้แอบชอบเนดอยู่ พยายามเปิดโปงตัวจริงของชัคอยู่เงียบๆ

    ชีวิตของเนดเปลี่ยนไปเมื่อชัคก้าวเข้ามาอีกครั้ง แต่เขาไม่สามารถสัมผัสตัวชัคได้ ความรักระหว่างเนดและชัค ก็ค่อยๆงอกงามขึ้นโดยไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวกัน

    ******************************************

    ท้าทายดีชะมัดความรักแบบนี้
    คงเห็นได้ยากจากหนัง/ละครต่างประเทศที่การแสดงความรักโดยการสัมผัสเป็นเรื่องปกติม้ากมาก

    น่ารักไปอีกแบบ อิอิ

    February 14

    Dedicated to Love

    ....::....::....::....::....::....::....::....

    LOVE    LOVE    LOVE

    Love Left - Lost - Lives Life - Lose

    LOVE    LOVE    LOVE

    Love - Lives Life - Last Long

    Live Love! Live Lively Life! 

    ....::....::....::....::....::....::....::....

    รัก รัก รัก...รักหนอรัก

    ความรักหล่นหาย ทำให้บางคนใช้ชีวิตเช่นคนพ่าย

    รัก รัก รัก...รักหนอกรัก

    ความรัก...หล่อเลี้ยงชีวิต...ให้ยืนยงคงอยู่

    อย่าปล่อยให้รักตายจากหัวใจ...ให้ชีวิตกับความรัก...มีรักมีชีวิต

    February 09

    ความคิด

    ความคิด..สำหรับฉันแล้วบางทีเหมือนกับการพยายามเอามือตักน้ำ
    ถึงฉันกระชับมือแน่นแค่ไหน มันก็ไม่สามารถเก็บน้ำในมือได้เลย
    น้ำยังคง...ซึม...และในที่สุด เหลือแต่มือเปล่า


    ที่ผ่านมา มี
    บางเรื่องที่ฉันพยายามเก็บเกี่ยวเหนี่ยวรั้งไว้
    ผลผลิตจากกาลเวลานั้น ฉันยังนึกถึง...เสมอมา
    แปลกใจที่ยังคงชัดเจนและคงอยู่ที่เดิม...ทุกที่ที่ผ่าน
    ไม่ว่าจะเป็นพระจันทร์ พิซซ่า เสื้อผ้า สายฝน และร่มคันนั้น

    ถึงแม้ว่าเรื่องราวในอดีตจะไม่ได้ดำเนินต่อไป
    แต่ความคิดที่ฉันทิ้งไว้...ก็ยังคงอยู่ที่เดิม
    ไม่ใช่แค่พื้นดินและท้องฟ้า แต่ใน space นี้ด้วยไงล่ะ


    ความคิด

    แสตมป์/
    เพลงประกอบภาพยนตร์ A Moment In June

    ยังเดินผ่านทุกวัน
    ที่ที่เราพบกันเมื่อก่อน
    ยังจำซ้ำๆ ได้ทุกตอน
    ราวกลับมีใครมาหมุน ย้อนเวลา

    แต่ก็คงจะหมุนย้อนได้แค่ในความคิด
    ในชีวิตจริง คงไม่เจอกันอีกแล้ว
    ยืนอยู่ตรงที่เดิม แต่ไม่มีวี่แวว
    เธอจากไปแล้ว และคงไม่ย้อนคืนมาหา

    ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้
    เผื่อวันไหนเธอผ่านมา
    เห็นที่เดียวกันนี้ เธอจะนึกขึ้นได้ว่า
    เคยมีคนนึงยืนข้างเธอ อยู่ตรงนี้เสมอตลอดมา

    ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้
    อาจไม่เห็นได้ด้วยตา
    ฉันจะฝากเอาไว้ อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า
    มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า ฉันยังรักเธอ

    อยากเจอเธอเหลือเกิน
    เพราะก่อนที่เราต้องเดินแยกทาง
    ฉันมีความคิดหลายๆ อย่าง
    หลายอย่างเหลือเกิน ที่ฉันไม่ได้พูดไป

    แต่กลับมานึกขึ้นได้ในเวลานี้
    ในเวลาที่เธอเดินจากฉันไปแสนไกล
    หากเธอนั้นยังอยู่ จะกอดเธอให้ชื่นใจ
    และค่อยพูดออกไป ทุกสิ่งที่อยู่ในใจฉัน

    ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้
    เผื่อวันไหนเธอผ่านมา
    เห็นที่เดียวกันนี้ เธอจะนึกขึ้นได้ว่า
    เคยมีคนนึงยืนข้างเธอ อยู่ตรงนี้เสมอตลอดมา

    ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้
    อาจไม่เห็นได้ด้วยตา
    ฉันจะฝากเอาไว้ อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า
    มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า ฉันยังรักเธอ

    ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้
    อาจไม่เห็นได้ด้วยตา
    ฉันได้ฝากเอาไว้ อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า
    มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า...
    February 05

    จนกว่าจะถึงวันนั้น

    ...ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ขณะที่ป้าของฉันขับรถออกไปอย่างช้าๆ
    สายตาของฉันยังคงจับจ้องอยู่ที่คนสองคน ยืนโบกมือยิ้มแฉ่งส่งฉันกลับบ้าน...
    นี่พวกเราจากกันครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ...
     
    ที่รู้คือมันไม่ใช่ครั้งแรก...แล้ววันของการรอคอยก็เริ่มต้นอีกครั้ง
    คราวนี้ไม่ทำให้ใจหวิวๆ เหมือนคราวนู้น
    แต่กลับรู้สึกอยากมีพลังผลักให้เวลาหมุนไปเร็วๆ
     
    ทั้งหมดนี้คือภาพของเมื่อวาน...วันที่ฉันไปส่งเพื่อน 2 คนที่กำลังอยู่บนเครื่องบินไปอินเดียค่ำวันนี้
    ไม่ได้ไปส่งถึงสนามบิน แต่ส่งที่ไหนก็เหมือนกัน ผลคือต้องจากกัน ปล่อยเวลาให้ผ่านไป แล้วก็กลับมาเจอกันใหม่
    จนเป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว...
     
    ฉันคงต้องคอยส่งไปเรื่อยๆ...จนกว่าจะถึงวันนั้น

     
    January 06

    LULLABYE (Goodnight, my angel)

    LULLABYE (Goodnight, my angel)
    Billy Joel
     
    Goodnight, my angel
    Time to close your eyes
    And save these questions for another day
    I think I know what you've been asking me
    I think you know what I've been trying to say
    I promised I would never leave you
    And you should always know
    Wherever you may go
    No matter where you are
    I never will be far away
     
    Goodnight, my angel
    Now it's time to sleep
    And still so many things I want to say
    Remember all the songs you sang for me
    When we went sailing on an emerald bay
    And like a boat out on the ocean
    I'm rocking you to sleep
    The water's dark and deep
    Inside this ancient heart
    You'll always be a part of me
     
    Goodnight, my angel
    Now it's time to dream
    And dream how wonderful your life will be
    Someday your child may cry
    And if you sing this lullabye
    Then in your heart
    There will always be a part of me
     
    Someday we'll all be gone
    But lullabyes go on and on...
    They never die
    That's how you and I...will be
    ไม่เคยพรากจากกัน
    ไม่ว่าจะตื่นหรือฝัน
    เธอยังคงอยู่ที่นั้น...
    ในใจฉัน...ตลอดไป
     
    แด่ความรักที่ไม่มีวันดับสลาย
    ...แด่ลุงปุ้ยของป้าจุ๊
    December 26

    Big Cleaning Day

    ไม่น่าเชื่อเลยจริงว่าจะถึงเวลาสิ้นปีอีกแล้ว
    ไม่น่าเชื่ออีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้กับปีที่แล้ว
    กลับมีงานโหมกระหน่ำ จนไม่เวลาคิดถึงวันหยุดที่กำลังจะมาถึง
    กลับถึงบ้านก็หมดเรี่ยวแรง
    หลับสนิทแบบไม่อยากจะลืมตาตื่น
    อากาศเย็นสบายๆ ตอนเช้าก็เป็นใจ
    ทำให้อาลัยอาวรณ์ที่นอนจนไม่อยากจะจากไป
     
    จนวันนี้ Big Cleaning Day
    วันแห่งการสะสางกิจกรรมดีๆ ในที่ทำงานใหม่ที่ฉันเพิ่งจะได้ร่วมเป็นครั้งแรก
    เอกสารรกๆ ของใช้ไม่จำเป็น...ก็ทิ้งไป
    ฉันเองก็ช่างซุกใช่เล่นนะเนี่ย ฉันคิดไปพลางฉีกกระดาษไปพลาง
    จนกระทั่งเอกสารอ้างอิงที่จำเป็น ก็เข้าประจำที่ พร้อมถูกเรียกใช้
     
    6 เดือนแล้ว ที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ในที่ทำงานใหม่
    งานบนโต๊ะที่ทะยอยเข้ามา ก็ค่อยๆ ถูกโละออกไปก็นับไม่ถ้วน
    ทีนี้บนโต๊ะก็โล่งแล้ว เหลือแต่ความคิด ซึ่งเป็นทรัพยากรของชีวิตและจิตใจ
    มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน และผ่านไปเร็วจนสงสัยว่าโลกหมุนเร็วขึ้นรึเปล่า
    ฉันจะเริ่มสะสางความคิดเรื่องไหนก่อนดีนะ...
     
    งานที่ใหม่
    ยากดี เหนื่อยดี แปลกดี เคี่ยวดี
    ...อืม ดีๆ ทั้งนั้น เก็บไว้
    เพื่อนร่วมงานใหม่
    เข้าใจยากดี แปลกดี น่ารักดี
    ...อันนี้ก็ดีๆ ทั้งนั้น เก็บไว้ เอ้ย ไม่ใช่ๆๆๆ
    เรียกสติกลับมาแล้วคงต้องทบทวนดูก็พบว่า
    เราเผลอเดินลงมาในกับระเบิดซะแล้ว
    ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ก้าวต่อไปจะไปเหยียบกับระเบิดของใครรึเปล่า
    ดังนั้น...ก้าวต่อไป ต้องพกสติไปด้วยเยอะๆ
    ความรัก
    มันนานมากขนาดเรียกได้ว่าเก่าแล้วเหรอ
    มีอายุการเก็บความรักความรู้สึกดีนี้ไว้เท่าไหร่ ก็ไม่มีใครกำหนด
    จะทำยังไงกับการมีรักแต่ไม่ได้ใช้บ้าง 
    แต่ก่อนยังคิดเก็บไว้เพราะทำให้ใจอุ่น เติมที่ว่างในใจให้เต็มได้
    แต่ตอนนี้ เก็บไว้กลับทำให้หนาวเหน็บ
    และทั้งๆ ที่มีเรื่องอีกมากมายที่ต้องคิด ในใจกลับดูว่างเปล่า
    ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนจะจัดการสภาพอากาศในใจได้ยากขึ้นทุกที
    หรือว่านี่เป็นอาการของความรักหมดอายุแล้วต้องตัดใจทิ้งไป...
    ...ฮะๆ ฉันอดขำกับความติดตัวเองไม่ได้ เพราะคำถามนี้ก็ถามตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน
     
    และสุดท้ายฉันก็ปิดกั้นความหลังจะจะถาโถมเข้ามาได้อย่างรวดเร็วด้วยงานกองใหม่
    ฉันก้มหน้าจัดการงานต่อไปและไม่มี่สิ้นสุด
     
    รวมๆ แล้ว ปีนี้ สรุปเหตุการณ์ชีวิตได้ว่า
    เป็นปีของการเปลี่ยนแปลง...เปลี่ยนงาน เปลี่ยนนาย เปลี่ยนทัศนคติ
    เปลี่ยนความสุขเป็นความเศร้า และกลับมาเป็นสุขได้อีกครั้ง
     
    Change... We Need
     
    Indeed!!!
     
    November 17

    Time and Spaces

    ก่อนอื่นขอขอบคุณสำหรับทุกความห่วงใย
    เพื่อนรักถามฉันว่าเป็นอะไรไป เศร้ารึเปล่า...
    ความรู้สึกต่างๆ มันก็เป็นแรงบันดาลใจให้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยทำ
    พี่ที่น่ารักคนนึงก็เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เธอไม่เคยจับพู่กันมาหลายปี
    แต่เมื่อเธอมีความสุข อยากทำสิ่งดีๆ ก็ไม่ได้ลังเลเลย กลับมีความสุขมากยิ่งขึ้นเมื่อทำสำเร็จ
     
    เจอร์นัลเหล่านี้ของฉันก็เช่นกัน
    ข้อความเหล่านี้ ฉันตั้งใจเขียนไว้ในเพื่อเติมเต็มเเวลาและระยะทาง
    ระหว่างกัน ระหว่างพวกเรา
    ในช่วงที่เราใช้เวลาส่วนมากไปกับเรื่องของตัวเอง
    ที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่ทำให้เรานึกถึงเพื่อน ความทรงจำดีๆ
    เป็นที่ๆ พูดห้วงความคิด ที่อยู่ดีๆ ก็ผุดขึ้นมาอยู่ในหัว
    หรือฮัมทำนองที่คุ้นหูออกมาเป็นเนื้อเพลง

    ...ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความสุข หรือเรื่องขำๆ ฉันก็จะเขียน
    อย่างน้อย ตอนสิ้นปี จะลองกลับมาดูว่า ฉันเขียนเรื่องเศร้าหรือเรื่องสนุกมากกว่ากัน
    สุดท้ายมันก็สะท้อนวิธีมองเรื่องต่างๆ ของฉัน
    ถ้ามันเศร้ามากกว่าสุข ฉันก็จะปรับสายตาซะใหม่
     
    คิดถึงกันก็เข้ามาคุยกันที่นี่แหละ
    ร้องเพลงด้วยกัน อาจจะร้องไห้ด้วยกัน และดีที่สุด ก็หัวเราะด้วยกัน
    เดินทางผ่านเวลาเหล่านี้ไปด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะมีกี่มหาสมุทรมาอยู่ระหว่างพวกเราก็เหอะ
     
    แล้วเจอกันนะ...
    November 13

    Her Side#2

    ฉันรู้ว่าฉันอยู่แค่ตรงนี้
    ทุกย่างก้าวมีแต่ความว่างเปล่า
    ทนฝืนเดินไปอย่างปวดร้าว
    หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    เดินผ่านเวลานาที
    อีกซักปีจะลืมฉันไหม
    หรือให้ฉันเดินไร้จุดหมาย
    บนทางสายนี้เพียงลำพัง

    ยังมีพรุ่งนี้เสมอ ฉันจะบอกตัวเองอย่างนั้น
    ผ่านไปให้ได้อีกวันแล้วฉันจะได้พบเธอ

    อยากเชื่อว่ามีเธออยู่
    เมื่อถึงวันที่เธอบอกฉัน
    จะมีวันที่เดินข้างกัน
    สักกี่วันต้องผ่านไปให้ถึง
    เหนื่อยล้าแสนเศร้าเฝ้าฝัน
    คงไปถึงวันนั้น ถ้ามันมีจริง

    ฉันกลัว
    กลัวหยุดเพราะความปวดร้าว
    ไม่อยากรู้เรื่องราวของเรา
    ต่อไปจะเป็นอย่างไร
    ฉันกลัว
    กลัวว่าใจจะทนไม่ไหว
    เพราะเวลาช่างโหดร้าย
    ผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน
    ฉันกลัว...เมื่อถึงวันนั้น จะไม่มีฉัน ไม่มีเธอ

    November 09

    His Side :: Her Side

    Her Side#1

    ไม่รู้เคยทำผิดอะไร
    เมื่อรักใครต้องไกลกัน
    รักเพียงได้รัก ฝันเพียงแค่ฝัน
    ความจริงนั้นคือห่างไกล

    ได้แต่กอดความว่างเปล่า
    เฝ้าถามดาวเธออยู่ไหน
    ทำไมทิ้งใจฉันเดียวดาย
    เมื่อไหร่ได้พบกัน

    เวลาผ่านไป พิสูจน์หัวใจฉัน
    อาจเจอคนที่ใช่ให้ใจกัน
    แต่จะให้ฉันทำอย่างไร

    เพราะฉันมันคนโง่
    ไม่กล้าคว้าความสุขเพราะลืมเธอไม่ได้
    จะก้าวต่อได้อย่างไร
    ถ้าในใจฉัน...ยังมีเธอ

    -----------------------------------
    His Side#1
    ลืมฉัน
    ถ้าฉันทำให้โธอทุกข์ใจ
    ไม่ได้ต้องการให้เธอต้องร้องไห้
    เสียน้ำตามากมายให้คนอย่างฉัน

    ฉันไม่ขอให้เธอรอ
    ไม่กล้าขอเธอขนาดนั้น
    เพราะทุกความรู้สึกดีที่เธอให้ฉัน
    แค่นี้มันก็เกินพอ

    พรุ่งนี้
    ก้าวเดินอีกที เพื่อฉัน
    ขอโทษจริงๆ ที่ทุกวัน
    ไม่ได้อยู่เคียงข้างเธอ
    วันนี้ที่ทำได้
    คือกำลังใจที่มีให้เสมอ
    ความรู้สึกดีดีให้เธอ
    ทุกครั้งคือความจริง

    ตัวฉัน
    ไม่รู้พรุ่งนี้มันจะเป็นอย่างไร
    หนทางยาวไกล
    จุดหมายไม่รู้เมื่อไหร่จะไปถึง

    ในวันข้างหน้า
    หากฟ้าให้เราได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง
    หมื่นแสนล้านความคิดถึง
    ทุกความในใจที่ลึกซึ้ง
    ขอให้ฉันได้บอกเธอ

    ขอให้มีวันนั้น ที่ได้บอกเธอทุกวัน
    ว่ารักเธอ

    November 02

    ทุกสุขทุกทุกข์

    ทุกข์ใจไม่ไหวติง

    หรือสุขนิ่งทุกขณะ

    ทุกข์สุขแค่วาระ

    ที่สุด...จะผ่านไป
     
     
    สุขหนอ...ทุกข์หนอ
    October 02

    ของขวัญ

    ปีที่แล้ว ฉันสงสัยว่า จะมีคนทั้งโลก เกิดวันนี้กี่คน
    ปีนี ฉันสงสัยว่า มีคนที่เกิดวันนี้ มาอ่านไหม
    ฉันคิดอยู่ว่าจะเขียนเรื่องอะไร...นึกออกละ

    ฉันเป็นใคร...
    วันฟ้าใส ไม่ต้องมีฉัน
    วันฝนตก มีร่ม ไม่ต้องมีฉัน
    วันลมแรง แดดอ่อน อากาศหนาว...
    ...ขอให้นึกถึงฉัน

    ฉัน...เป็นสิ่งที่อยู่ในมือของเพื่อนสนิทฉันคนหนึ่ง
    ที่จะส่งฉันไปให้เธอเร็วๆ นี้

    ฉันเป็นยังไงนะเหรอ
    ตัวของฉันหนานุ่ม ถูกถักร้อยแบบหลวมๆ
    ตามความชอบของฉัน ก็ฉันเป็นคนสบายๆ นี่นะ

    ฉันไม่หวังที่จะเคียงข้างเธอทุกวัน เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้
    วันที่มีความสุข ฟ้าใส ไม่ต้องมีฉัน แต่ถ้าวันไหนทุกข์ใจ
    ก็ให้ฉันได้กอดเธอไว้
    อย่างน้อยก็ในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้

    ถึงแม้ว่าฉันเองก็รู้ว่าต้องอยู่ในตู้ทั้งปี
    แต่ฉันก็รู้สึกดี ถ้าจะมีสักวัน ที่คิดถึงกัน

    September 29

    อุ่นในไอฝน

    จำได้ว่าช่วงเวลานั้นพวกเรากำลังเดินทาง
    ผู้คนมากมายโดยสารร่วมกับพวกเรา
    ทำได้แต่ยืนและมองหน้ากัน
    เสียงเพลง Everything จาก MV
    ของ Michael Buble ดังขึ้นเบาๆ ในขบวนรถนั้น
     
    ทันใดนั้น แววตาสีน้ำตาลได้หยุดเวลา
    ตัดเสียงรอบข้างจนเกือบได้ยินเสียงหัวใจของฉันเอง
    ฉันมองเข้าไปในดวงตาที่อบอุ่นคู่นั้น
    เพียงเสี้ยวนาที ที่ไม่มีคำพูดใดๆ ออกจากปากของเรา
    แต่รู้สึกว่าเนิ่นนานเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
    นานจนฉันเองที่เป็นฝ่ายถอนสายตากลับสู่ความจริง
    ...เพราะกลัวว่า...จะต้องติดอยู่ในช่วงเวลานั้นตลอดไป
     
    แต่มันสายไปเสียแล้วละ...เพราะช่วงเวลานั้นยังคงติดอยู่กับฉัน
    ฝนจะตกลงมาอีกกี่ครั้งก็ไม่สามารถทำให้ไออุ่นจากแววตาคู่นั้นจางหายไป
    วันนี้ฝนตก และฉันก็ได้ฟังเพลง Everything ที่ก้องในความทรงจำอีกครั้ง
    แต่ที่ขาดไปคือ ไม่มีแววตาสีน้ำตาล
    ไม่มีความอุ่นในไอฝน...อีกแล้ว
     
    ปวดใจจัง...
    September 13

    คิ้ว : Cute

    คนเราจะรู้ตัวว่าใช้คิ้วสื่อความหมายหรือแสดงความรู้สึกน้อยมาก
    ฮ่าๆ ก็แหงละสิ ใครเค้าจะตั้งใจใช้คิ้วคุยกันละ
    แต่สำหรับการแสดงสีหน้าละก็ คิ้วน่ะ เป็นพระเอกเลยนะ
    (ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่รู้ก็เหอะ)

    ตอนเด็กๆ ฉันตกหลุมรักคิ้วของเพื่อนคนหนึ่ง
    เธอคนนี้มีใบหน้าที่คมคาย ตาคม ผมดำ และคิ้วเข้ม...
    และเมื่อองค์ประกอบต่างๆ มารวมกันแล้ว
    ทำให้เค้ามีใบหน้าที่น่ารักมั่กๆ

    ฉันคุยกับเพื่อนคนนี้ทีไร
    ก็ชอบมองคิ้วที่ขับขึ้นๆ ลงอย่างเป็นธรรมชาติ
    เมื่อเค้ายิ้ม หางคิ้วจะเทลงนิดๆ เป็นองศากำลังดี
    ฉันคิดขำๆ ว่า ชาวบ้านเค้าคิ้วตกเพราะเศร้า
    แต่เพื่อนเราคิ้วตกเพราะกำลังยิ้ม

    ตอนนู้นเราเลยพยายามปล่อยมุก
    เพื่อให้คิ้วเพื่อนเราขยับอยู่ในองศานั้น

    ตอนนี้เรียนจบมานาน ไม่ค่อยได้เจอกันอีก
    ก็ได้แต่หวังว่า คิ้วของเพื่อนเราจะยังอยู่ในมุมกำลังดี
    มีความสุขตลอดในหลายๆ ปีที่ผ่านมา
    เพราะเวลาที่ยิ้ม...
    คิ้ว จะทำให้ Cute มากๆ เลย

    เพื่อนๆ ทุกคนก็เหมือนกันนะ
    ขอให้มีความสุข มี Happy คิ้ว กันมากๆ


    ---
    หมายเหตุ
    ขอบคุณนะมิ้ม journal นี้มีที่มาจากคิ้วของมิ้มนะ
    (ซึ่งตอนนั้น ยังเป็นด.ญ.มิ้ม อยู่เลย)



    September 11

    วันฝนตก

    ฟ้าครึมมาแต่ไกล วันนี้พระอาทิตย์ทำงานไม่ไหวซินะ
    เมื่อฝนเม็ดเล็กๆ ปรอยลงมา และตกลงมาหนักขึ้นๆ เรื่อยๆ
    เส้นทางหน้าก็พร่ามัวซะแล้ว
     
    เวลาอย่างนี้จะทำอะไรได้
    รถก็ติดอย่างแสนสาหัส
    ฉันได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่บนรถ
    เปิดวิทยุก็เจอแต่เพลงที่เศร้าช้ำระกำใจ
    มันปลุกปั่นความเศร้าในใจจนฉันต้องปิดวิทยุไป
    แล้วตามด้วยปิดสวิชต์ความคิดของตัวเอง
     
    ฉันนั่งมองที่ปัดน้ำฝนปัดไปมา เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้า
    สายตาก็เหลือบไปมองดูหนุ่มสาวคู่หนึ่งจับมือกันวิ่งไปหลบฝนอยู่ที่ร้านขายของชำข้างทาง
    สองคนนั้นตัวเปียกปอน แต่ไม่มีวี่แววความหนาวในดวงตาสองคู่นั้น
     
    เค้าสองคนทำให้ฉันนึกถึงคำพูดในละครเกาหลีเรื่องหนึ่ง
    นางเอกถามเพื่อนว่า
         "ฉันไม่รู้ว่าจะเลือกคนที่หาร่มมากางให้ฉัน หรือเลือกคนที่ยืนตากฝนด้วยกันกับฉันดี"
    ฉันจำไม่ได้ว่าเพื่อนของนางเอกตอบอย่างไร
    แต่ฉันเห็นว่าชายทั้งสองคนแสดงความห่วงใยตามปัจจัยที่มี
    ถ้าคนที่ยืนตากฝนด้วยกัน สามารถหาร่มมาได้ เค้าคงไม่ปล่อยให้เรายืนเปียก
    ดังนั้น คำถามเลยมีอยู่ว่าถ้าตัดเรื่องโอกาสที่มีไม่เท่ากันแล้ว
    คนที่มีร่ม จะยอมตากฝนกับเราอีกไหม ถ้า...ไม่มีร่มอีกต่อไปแล้ว

    ...แต่ประเด็นก็คือเรื่องของฉัน ไม่ได้เหมือนนางเอกคนนั้นซักหน่อย
    จะคิดไปทำไม...ประเด็นของฉัน อยู่ที่เวลา ระยะทาง
    ความกำกวม และความรู้สำนึกของใจฉันต่างหาก
     
    บางอย่างกำลังเคลื่อนไหวใกล้ๆ คนคู่นั้น
    มันดึงสายตาและความคิดฉันกลับสู่ปัจจุบัน
    ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าร้านนั้นยังเป็นที่พักพิงให้อีกสองสามชีวิต...
    ทั้งหมาทั้งแมวหลบฝนด้วยกันอย่างสมานฉันท์

    ท่ามกลางบรรยากาศซึมเซา
    ฉันได้แต่นั่งฟังเสียงฝน ปนกับเสียงความคิดเบาๆ
    เรื่องต่างๆ นานา ที่พยายามปิดสวิชต์ไปก็ผุดขึ้นมาใหม่
    แล้วรถก็ค่อยๆ ออกตัวไปบนถนนแห่งสายฝนนั้น

     
    September 08

    On the way to somewhere...

    Love is near...or far
    Love is where you are.
    Almost see, barely touch,
    Oh, I miss you so much.

    Who are you? I don't know.
    But, you make my heart grow,
    melt it down like April snow.
    Oh, I wanna see you grow old.

    Journey through love...to life,
    can't be ended in a night.
    In a flash of the light,
    Life begins by your sight...


    --me--

    September 04

    หมายเรียกนักร้องปลดประจำการ

    เกือบสี่ปีแล้วที่ไม่ได้กลับไปที่ชมรม
    นานพอที่จะทำให้ลืมว่าควรเดินไปทางไหนถึงใกล้จุดหมายที่สุด

    ย้อนเวลากลับไป เส้นทางสายนี้ไม่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ
    สองเท้าเดินไปกลับนับครั้งไม่ถ้วน

    มาวันนี้ ฉันนึกอยู่นานว่าจะเดินไปทางไหนดี
    เดินมาจนถึงทางแยก
    ทำให้รู้ว่าเลือกใช้เส้นทางเดิมไม่ได้ซะแล้ว
    ไม่ใช่เพราะถนนหนทางเปลี่ยนไป
    แต่เป็นเพราะว่าชมรมเราย้ายที่ต่างหาก
    ....แปร่วว

    การกลับชมรมคราวนี้ รู้สึกเหมือนโดนหมายเรียก (ที่เต็มใจโดนเรียกมากๆ)
    นักร้องคอรัสปลดประจำการคนนี้พร้อมกลับมารับใช้ชมรมอยู่แล้น
    แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือ รุ่นพี่ที่เก่าและเก๋ากว่า (มากขนาดที่มีเลขรุ่นเป็นเลขตัวเดียว)
    ก็ได้ให้ความร่วมมือแบบน่ารักสุดๆ

    งานที่เรียกพวกเรากลับมาได้ปลุกเลือดรักชาติให้พุ่งกระฉูดตามเสียงโน้ตที่สูงปรี๊ด
    เพลงนี้เป็นเพลงที่คนไทยทุกคนร้องได้
    แต่เมโลดี้นั้นไม่เอื้ออำนวยให้คนที่มีช่วงเสียงต่างกันเอาซะเลย

    เพลงนึงคือ...เพลงชาติ
    ฉันจำได้แม่น ตอนเรียนชั้นประถมและมัธยม
    ฉันมักจะได้ยินเสียงคนร้องเพลงชาติแบบโมโนโทนอยู่เสมอ
    ...แต่จะอย่างไรก็เถอะ เสียงของคนไทย ร้องเพลงชาติไทย
    โมโนโทนแค่ไหนก็ไพเพราะ เพราะความจริงใจ...

    อีกเพลงนึงคือเพลงสรรเสริญพระบารมี
    แต่ก่อนฉันร้องเพลงนี้เพราะต้องร้อง แล้วก็ร้องตามๆ กัน
    แต่พอได้ร้องเพลงนี้แบบประสานเสียงเป็นครั้งแรก...
    ทุกอย่างที่เคยรู้สึกตอนร้องเพลงนี้ก็เปลี่ยนไป
    เพราะต้องคิดตาม เน้นความหมายที่มีอยู่เปี่ยมล้นในเพลงนี้

    อยากให้ทุกคนลองนึกถึงเนื้อร้อง แล้วคิดตามไปพร้อมๆ กันว่า
    กำลังร้องเพลงนี้ให้ในหลวงของเรา ร้องดังๆ ให้พระองค์ท่านได้ยิน
    คิดถึงทุกคำ ทุกความหมาย
    แล้วทุกคนก็จะรู้สึกได้ว่า แตกต่างจากที่เคยร้องตามๆ กัน
    และแตกต่างจากที่เคยได้ยินในโรงหนัง...มากขนาดไหน

    August 29

    รัก=สมดล

    เมื่อวานนี้...ฉันพบคู่รักคู่หนึ่ง
     
    ฝ่ายหญิงเป็นพี่สาวที่ฉันเพิ่งจะได้พบแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ได้พูดคุยผ่านตัวหนังสือมาระยะหนึ่ง
    ส่วนฝ่ายชาย เป็นหนุ่มแดนพิซซ่า ซึ่งฉันได้รู้จักหน้าค่าตาก็ตอนคุยกับพี่สาวคนนี้แหละ
     
    ฉันเห็นความสุขในแววตาของทั้งคู่
    เห็นรอยยิ้มที่ไม่มีวันจบสิ้น (เพราะพี่สาวคนนี้ มีอารมณ์ขันเหลือเฟือ)
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่เสียงเชียร์ "Kiss Kiss Kiss Kiss Kiss" ดังอย่างต่อเนื่อง
    ไม่ถึงเสี้ยวนาที พี่ชายคนนี้ก็ค่อยๆ โน้มตัวมาจูบแก้มพี่สาวเบาๆ
    แล้วริมฝีปากก็ขยับบอกว่า "I Love You"
    ไร้เสียง...
    แต่ฉันคิดว่า แค่นี้ก็ดังมากพอ และชัดเจนที่สุด
     
    ภาพนั้นทำให้ฉันประทับใจ
     
    ฉันเห็นความสมดุล ความรู้สึกมีให้กันอย่างเท่าเทียม
    ไม่มีคนไหนที่ใช้ความรู้สึกดีต่อกันเป็นเงื่อนไข
     
    เห็นอนาคตอันใกล้ว่า อานุภาพของความรักสามารถพาคนข้ามน้ำข้ามทะเล
    เกือบเรียกได้ว่าทิ้งชีวิตทิ้งสังคมทิ้งความผูกพันกับถิ่นที่เกิดมาไกลถึงที่นี่
     
    การตกหลุมรักใครซักคน อาจใช้เวลาไม่นาน และคงไม่ยากซักเท่าไหร่
    แต่สิ่งที่ยาวนานกว่านั้นและยากกว่า คือการรักษาความสมดุลไว้ให้เป็นแบบคู่นี้
     
    สำหรับฉันถึงแม้ว่าจะห่างไกลจากภาพนี้
    แต่เพียงแค่ได้เห็นความรักในรูปแบบนี้...
    ก็ทำให้ฉันมีความสุขแล้วก็ยิ้มไปกับพวกเค้าด้วย
     
    June 06

    เพลง - ปีใหม่ใหม่ โรส ศิรินทิพย์

    เดินตามถนนผู้คนมากมายไม่มีรอยยิ้ม
    หลายคนก็ดูเหน็ดเหนื่อยแต่กลับไม่เป็นตามใจที่ต้องการ
    เราเองก้อน้อยใจกับชะตาตัวเองแบบนั้น
    เฝ้าถามตัวเองตลอดเมื่อไหร่จะดีเหมือนคนทั่วไป

    *อย่าท้อกันเลยหาทางใหม่ๆ
    ไม่ว่าปีนี้หรือว่าปีไหนต้องดีกว่าเดิม
    หากเราล้มจนยืนเรี่ยวแรงยังมี
    อย่าเก็บไปคิดแล้วไม่ต้องใส่ใจ

    **ให้เป็นปีสุดท้ายจะไม่ยอมให้เรื่องเลวร้ายทุกทีที่เจอซ้ำๆตอกย้ำข้างในหัวใจ
    เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้าตื่นขึ้นมามองที่ปลายฟ้าแล้วค่อยลองเดินอีกครั้งชีวิตยังมีความหวังในปีใหม่ๆ

    เราเองก็เหงาใจจากกันคนที่มีเจ้าของ
    หัวใจเคยมีคนจองแต่มาวันนี้ไม่มีแม้ใคร
    เราเคยอิจฉาคนที่จูงมือเดินกันแบบนั้น
    ยิ่งเห็นก็ยิ่งโดดเดี่ยวไม่มีใครเหลียวมามองฉันเลย

    (*,**)

    เรื่องราวผ่านมาข้ามปีต่อไปยังมีสิ่งใหม่ที่ยังรอเราอยู่ตรงนั้น

    (**)

    ชีวิตยังมีความหวัง ชีวิตต้องมีความหวังในปีใหม่ๆ

      

    March 16

    Killing me softly with....

    เดี๋ยวนี้การเดินทางไปไหนมาไหนใน กทม. มีหลายช่องทางเหลือเกิน
    เลือกใช้บริการได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
     รีบมากก็มอเตอร์ไซต์
    ถ้ารีบไม่มากเท่าข้อแรกและมีทุนรอนก็นี่เลยพี่แท๊กซี่ โบกเลือกสีที่ชอบได้ตามสบาย
    หรือถ้าอยากเดินทางเป็นเวลาแน่นอนไม่ต้องลุ้นหรือรีบ นี่เลย รถไฟฟ้า อยากจะเหินฟ้าหรือมุดดินก็ทำได้ไม่ติดขัด

    เกริ่นขนาดนี้ ไม่ได้พูดถึงเรื่องโลกร้อนนะคะ แต่อยากพูดเรื่อง "ที่มีแต่คุณและฉันที่รู้ถ้าอยู่กันแค่ 2 คน"
    เสียงอันแผ่วเบา (หรือบางคนอาจจะเก็บเสียงได้) แต่ประสิทธิภาพการทำลายล้างสูงมาก...มันคือ ตด...น่ะ

    นึกสภาพการจราจรที่คับคั่ง เวลาเร่งด่วน คนธรรมด๊าธรรมดาอย่างเราก็พึ่งการขนส่งทางรถเมล์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถปรับอากาศ)
    และใช่ว่ามีแต่เราซะเมื่อไหร่ มากมายมหาศาล รวมตัวอัดแน่นในรถเมล์เหมือนเค้ารับไปส่งถึงหน้าบ้านฟรีๆ
    ...วันไหนได้นั่งก็โชคดีล่ะ

    แต่ไม่เสมอไปหรอกทั่นผู้ชม

    เพราะเวลารถแน่น หึๆ เรานั่ง เค้ายืน
    ระดับสายตา (รวมถึงจมูก) ก็มักจะอยู่ในระยะที่สูงพอดีกับ...เอ่อ..ไปนึกเอาเอง
    และเมื่อนั่งเคลิ้มๆ เพลินๆ มองทางไป ความคิดถึงเรื่องต่างๆ นาๆ ก็พลันหยุดชะงัก
    เพราะ...อึก...ไม่นะ...ไม่อยากหายใจเข้า...ไม่ๆๆๆๆๆ โอยยยย ทำไมทำกันอย่างนี้
    เงยหน้าขึ้นไปมอง แง้ ทุกคนยืนหน้าชิวมาก หาตัวคนผิดไม่ได้เลย โอย วันนี้พวกเค้าไปกินอะไรมานะ
    โอยไม่ไหวแล้ว เฮือกสุดท้ายจำทนสูดเข้าเพราะทนขาดอากาศไม่ได้ ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้าย 1 ลมหายใจ...
    ....killing me softly มันทำให้ฉันได้คิดว่าไม่มีความอยุติธรรมบนโลกนี้จริงๆ ...

    ทุกคนที่อยู่ในรัศมีการทำลายล้างนั้นต่างก็นั่งนิ่ง
    เห็นการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยคือ อกที่ยกขึ้นและยุบลง
    ...ราวกับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ...
    อาจมีเพียงความคิดที่กำลังเคลื่อนไหว...
    "ใครนะที่ทำกันแบบนี้" "จะหนีไปไหนได้ละเนี่ย" "ช่วยด้วยยยยยยย"

    เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นในสถานที่ต่างกันไป
    ถ้าเกิดบนมอเตอร์ไซค์...จ้างให้ก็ไม่ได้กลิ่น..เฟี้ยววว รถมอไซค์ขับเร็ว กลิ่นตามไม่ทัน (โชคดีไป)
    เกิดบนรถไฟฟ้า...อาจจะเลวร้ายน้อยกว่ากันตรงที่ประตูมันเปิดเร็วกว่าน่ะนะ (โชคดีกว่าหน่อย)
    เกิดบนแท๊กซี่ ...ฮั่นแน่พี่แท๊ก จะวางยาเราใช่ไหม มีกันอยู่แค่นี้ ทำฟอร์มเปิดกระจกไอไปพลางๆ ช่วยกันหน่อยก็ไม่ได้ (โชคไม่ดี)
    เกิดในลิฟท์...มี 2 กรณี ถ้ามีหลายคนอยู่ด้วยจะเกิดความเท่าเทียม แต่ถ้าไม่มีคู่กรณี แย่ละซิ ตัวไปแต่กลิ่นยังอยู่ (อันนี้ถือว่าโชคร้ายสุดๆ)
    คนที่เข้ามาใหม่กลายเป็นแพะรับกลิ่นไปซะงั้น และยิ่งถ้าระหว่างนั้นมีอีกคนเข้ามาอีก...หมดกัน
    (กรณีนี้เกิดเรื่องจริงกับพี่ที่ทำงานที่แสนน่ารักคนหนึ่งมาแล้ว แต่ขอสงวนออกนาม)

    วันนี้เดินทางเยอะ โดนไปเต็มๆ ทั้งแทกซี่ทั้งรถเมล์ปรับอากาศ
    มึนๆ ซึมๆ ไป จมูกคงชำรุดไปซักพัก

    เฮ่อ...ขอหายใจออกแรงๆ ซักหลายๆ ทีเลย เผื่อจะดีขึ้น

    March 13

    On the way to somewhere

    could it be

       การเดินทางที่แสนพิเศษ
    ศิลปิน : เอนโดรฟิน

    ฉันเองก็ไม่รู้ ว่าที่เป็นอยู่
    ที่เรานั้นได้หัวใจเพียงครึ่งดวง
    แล้วก็ต้องเสาะหา ครึ่งที่หายไป
    โดยไม่รู้เมื่อไหร่จะเจอจะพบกัน
    ที่เป็นเช่นนี้ ใครกำหนดไว้..........

    ฉันเองก็ไม่รู้  ว่าเป็นคำสาป
    ให้เรานั้นต้องค้นหากันจนเหนื่อย
    หรือเป็นพรจากฟ้า  เพื่อให้รู้สึก
    สิ่งที่เเสนพิเศษตอนที่ได้เจอ

    เดินทางค้นหาตัวตน
    ใครคนหนึ่งคนที่ก็รอฉันอยู่
    จากในผู้คนร้อยพันที่ออกเดินทางเหมือนฉัน
    บนทางที่แสนยาวไกล
    ค้นให้เจออีกครึ่งในใจ
    ฉันไม่รู้มันอยู่อีกไกลเท่าไร

    เห็นบางคนเสาะหา  แล้วก็ได้เจอ
    เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่าความรู้สึก
    แม้เป็นพรจากฟ้า  หรือเป็นคำสาป
    ก็เป็นเรื่องพิเศษที่เกิดขึ้นมา

     

         
    Get this widget | Track details | eSnips Social DNA
     
     

    Could it be

    ความรัก 360 องศา
    มีรัศมีเป็นเรด้า หมุนหาคนที่คลื่นตรงกัน

    ถ้าคนที่ใช่ "ใจตรงกัน" ก็จะกลายเป็นวงเดียว

    ส้นรัศมีก็จะกลายเป็นเส้นผ่านศูนย์กลางของใจทั้งสองคน

    เดินทางค้นหาตัวตน
    ใครคนหนึ่งคนที่ก็รอฉันอยู่
    จากในผู้คนร้อยพันที่ออกเดินทางเหมือนฉัน
    บนทางที่แสนยาวไกล
    ค้นให้เจออีกครึ่งในใจ
    ฉันไม่รู้มันอยู่อีกไกลเท่าไร

    จะใกล้หรือไกล ...

    เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่าความรู้สึก
    แม้เป็นพรจากฟ้า  หรือเป็นคำสาป
    ก็เป็นเรื่องพิเศษที่เกิดขึ้นมา

    ก็เป็นเรื่องพิเศษที่เกิดขึ้นมา...